แพทย์แผนไทย จัดเป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่าของชาติ

มีทั้งทฤษฎี หลักการ กระบวนการ และวิธีการดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และมียากับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอันหลากหลายที่บรรพบุรุษไทยได้ช่วยกันสั่งสมเป็นมรดกของชาติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน สมควรอย่างยิ่งที่อนุชนรุ่นหลังจะได้ร่วมกันสืบสาน และปรับปรุงพัฒนาให้การแพทย์แผนไทยมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มีมาตรฐานเป็นที่ประจักษ์และยอมรับนับถือในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งจะเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการพึ่งพาตนเอง

การรับรู้นโยบายการพัฒนาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอยู่ในระดับต่ำมาก โดยที่ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีทัศนคติและความคิดเห็นเชิงบวกต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มองเห็นเป็นโอกาสการพัฒนาคุณภาพการบริการการนวดไทย และแพทย์แผนไทย และมีความเห็นว่าประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางด้านยาจากสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพร จากกระบวนการนโยบายที่ยังไม่ชัดเจนของรัฐบาล

เมื่อองค์การอนามัยโลก(WHO) กำหนดให้ทุกประเทศจะต้องกำหนดนโยบายของชาติให้มีการแพทย์แผนโบราณหรือแพทย์พื้นบ้านกับงานสาธารณสุขมูลฐานประกอบกับการพัฒนาของการแพทย์แผนปัจจุบันหรือการแพทย์แผนตะวันตก เป็นระบบความรู้ที่มีรากฐานวิทยาศาสตร์แบบลดส่วน ศึกษาองค์ประกอบที่เล็ก (ทฤษฎีเชื้อโรค) แบ่งแยกจิตใจออกจากร่างกายเด็ดขาด แต่การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์ทางเลือกอื่นๆจะมองความเจ็บป่วยเป็นองค์รวม มีความใส่ใจรายละเอียดของผู้ป่วยแต่ละรายทั้ง กาย จิตใจ และสังคม ตรงกับการส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ คือ กระบวนการที่ช่วยให้ผู้คนสามารถควบคุม และเพิ่มพูน

ด้านการแพทย์แผนไทย อันได้แก่ ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้ เช่น ยาจากสมุนไพรอันมีอยู่หลากหลาย การนวดไทย การดูแลและรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้าน เป็นต้น ซึ่งภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ถือว่าเป็นระบบการแพทย์แบบองค์รวมระหว่าง กาย จิต สังคมและธรรมชาติ ซึ่งจะเห็นว่าการแพทย์แผนไทยไม่ได้มุ่งเน้นเป็นแต่เพียงการบำบัดโรคทางกาย หรือการรักษาเฉพาะส่วนอย่างการแพทย์ตะวันตก แต่เป็นการดูแลสุขภาพของคนทั้งร่างกาย และจิตในระดับปัจเจกบุคคล และยังสอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชุมชนหรือสังคม และยังเอื้อประสานความสมดุลของระบบนิเวศน์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

4

การศึกษานับว่ามีความสำคัญมากต่อการพัฒนาบุคลากรตลอดจนไปถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาส่วนอื่น ๆ ด้วย เพราะไม่ว่าจะทำการพัฒนาส่วนใดต้องเริ่มมาจากการพัฒนาคนเสียก่อน ดังนั้นการพัฒนาคนสามารถทำได้หลาย ๆ รูปแบบ อย่างที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาคนคือการให้การศึกษา ดังนั้นการพัฒนาประเทศต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาคนโดยต้องคำนึงถึงการศึกษาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวล้ำนำโลกไปมาก การศึกษาก็ต้องพัฒนาไปให้ทันกับโลก

สำหรับการศึกษาในประเทศไทย หากดูจากสภาพที่เกิดขึ้นในสังคมหลาย ๆ ฝ่ายกำลังเข้าใจเป็นไปในแนวทางเดียวกันคือการศึกษาของไทยกำลังมีปัญหา จะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจจากสังคม ซึ่งมีการทำวิจัยออกมาหลาย ๆ ครั้งที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาในบ้านเรา ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทยเปรียบเสมือนสายพานความป่วยไข้ทางสังคมที่สะท้อนถึงปรากฏการณ์ความอ่อนแอของทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันครอบครัวอ่อนแอ พื้นที่อบายมุขขาดการควบคุม อันเป็นปฐมเหตุของปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน ไม่ว่าเป็นปัญหาติดห้าง เที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ และมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร อันจะนำไปสู่ผลกระทบกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามมาอย่างมากมาย

เคยมีการสัมมนาเรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาในปัจจุบัน” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง รศ.ดร.โภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ปัญหาพฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมที่ผิดของวัยรุ่นไทยในปัจจุบันมีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤติทางสังคม ซึ่งปัญหาอันดับหนึ่งคือ ยาเสพติด รองลงมาคือการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรโดยเฉลี่ยจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุ 16 ปี เป็นที่มาของการทำแท้ง การทอดทิ้งเด็ก เด็กถูกทำร้าย การติดเชื้อเอดส์ และการขายบริการทางเพศ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอุบัติเหตุจากความมึนเมา คึกคะนอง ท้าทายกฎระเบียบ ส่วนปัญหาที่กำลังมีแนวโน้มขยายตัวและรุนแรงในวัยรุ่นคือ การทำร้ายผู้อื่นและทำร้ายตนเอง โดยการคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มาจากความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนาและชุมชน รวมถึงสื่อโดยเฉพาะโทรทัศน์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันและรีบแก้ไขปัญหาวัยรุ่น

ในโลกการลงทุนยุคใหม่ที่มีสินค้าหลากหลาย ซึ่งมีความสลับซับซ้อนแตกต่างไปจากเดิมและมีความเสี่ยงจากการลงทุนมากน้อยแตกต่างกัน ตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้ผูู้ลงทุนรู้ระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ และสามารถเลือกลงทุนได้อย่างสบายใจ นั่นคือการทำแบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน ซึ่งการทำแบบประเมินนี้ นอกจากจะทำให้ผู้ลงทุนรู้ระดับความเสี่ยงของตนเองแล้ว ยังช่วยให้ บลจ. หรือเจ้าหน้าที่การตลาดผู้ดูแลบัญชีรู้จักผู้ลงทุนดีขึ้น เพื่อจะได้ให้บริการและคำแนะนำในการลงทุนการลงทุนที่จะให้ผลสำเร็จ นอกจากจะมีการวางแผนที่ดีแล้ว ก็ควรหมั่นทบทวนและปรับปรุงแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่น อย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือทุก 12 เดือน หรือทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุน เช่น วิกฤติการณ์ตลาดหุ้นผันผวน ภาวะอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีแนวโน้มลดลง เป็นต้น เพราะเหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนในพอร์ตการลงทุนของเราได้ ทำให้เราต้องปรับสัดส่วนการลงทุน โดยเพิ่มการลงทุนในหลักทรัพย์/ทรัพย์สินที่ได้รับ

ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวน้อยที่สุดสรุปหลักง่าย ๆ ในการพิจารณาปรับปรุงพอร์ต คือ ดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเราเอง เช่น หน้าที่การงานเปลี่ยน ได้เลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน เป็นต้น ส่งผลให้เรามีรายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น เราก็อาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น หรือลงทุนในระยะยาวที่สม่ำเสมอได้มากขึ้น หรืออีกกรณีหนึ่ง เราได้มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวการลงทุนในสินค้าทางการเงินที่มีความเสี่ยงมากขึ้น มีความรู้หรือมีประสบการณ์ในการลงทุนมากขึ้นจนมีความมั่นใจ ก็อาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินค้าที่เสี่ยงสูงได้เพิ่มขึ้นโดยปกติแล้ว ผู้ลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนที่ใช้ระยะเวลาในการลงทุนค่อนข้างยาวอาจสบายใจกว่าหากจะนำเงินนั้นไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะแม้จะเจอสภาวะเศรษฐกิจขึ้น ๆ ลง ๆ หรือตลาดการลงทุนผันผวนบ้าง ซึ่งอาจทำให้ผลการลงทุนอาจมีขาดทุนไปบ้างในบางช่วงเวลา ก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไรเพราะลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเป้าหมายการลงทุนที่ใช้เวลาในการลงทุนระยะสั้น เช่น ต้องเก็บเงินเพื่อเรียนต่อ หรือซื้อรถ ไม่ควรนำเงินไปลงทุนแบบเสี่ยงมากจนเกินไปเพราะหากเกิดเจอช่วงผันผวนแล้ว ขาดทุนก็จะทำให้แผนการเรียนต่อได้รับผลกระทบได้

สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ศึกษาต่อยังต่างประเทศอาจเป็นเหมือนความฝันที่กลายเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกัน การอยู่ในเองที่ไม่ใช่บ้านของตนเองท่ามกลางวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย อาจทำให้นักเรียนหลายๆคนตัดสินใจเดินทางกลับ ในการศึกษาต่อยังต่างประเทศมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน

ในการเรียนต่อต่างประเทศมีข้อดีในการทำให้นักเรียนสามารถอยู่ด้วยตนเองได้ เนื่องจากในต่างประเทศเมื่อไปใช้ชีวิตคนเดียวแล้วต้องลงมือทำหลายๆอย่างด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การบริหารด้านการเงิน ทำความสะอาด ทำอาหาร นอกจากนี้ทางด้านตัวผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองมากขึ้น เพราะนักเรียนหลายคนเมื่อศึกษายังต่างประเทศคิดว่าตนเองมีอิสระไม่มีผู้ปกครองคอยตักเตือน จนลืมไปว่าการเดินทางมาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อต้องการศึกษาต่อ

การใช้ชีวิตด้วยตัวเองตามลำพังทำให้ช่วยฝึกด้านความแข็งแกร่งและมีทักษาในการแก้ไขปัญหา อันจะเป็นประโยชน์ในด้านการดำรงชีวิตในอนาคต การเรียนต่อในต่างประเทศเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างสังคมใหม่ๆ ช่วยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่หลากหลายมุมมองที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังช่วยด้านภาษาในการสื่อสารที่เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานในอนาคต

การสมัครงานแต่ละครั้งเมื่อเราเล่าถึงประสบการณ์ในการศึกษาต่อต่างประเทศทำให้ใบสมัครของเราดูน่าสนใจขึ้นมาก เพราะนอกจากทำให้ดูมีศักยภาพแล้ว การศึกษายังต่างประเทศยังทำให้บริษัทเห็นว่าคุณเป็นคนมีความรับผิดชอบ สามารถพึ่งพาตนเองได้และมีเหตุผลในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
การเรียนต่อต่างยังต่างประเทศยังมีข้อดีคือ มีวิชาที่หลากหลายให้ผู้ที่สนใจ เนื่องจากในประเทศไทยเองยังไม่มีวิชาที่รองรับความต้องการมากนัก ทำให้นักเรียนจำนวนมากสนใจเรียนต่อยังต่างประเทศ หลักสูตรในประเทศต่างๆทำให้เรียนรู้วิชาที่แต่ละประเทศได้ให้ความสำคัญในมุมมองและบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เปิดกว้างด้านการศึกษา และยังเป็นสิ่งที่ทำให้มีโอกาสทางอาชีพมากขึ้น

อย่างไรก็ตามทางด้านผู้เรียนเองต้องมีความอดทน เพราะการอยู่ต่างประเทศก็คือการอยู่ห่างไกลครอบครัว ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับใครหลายคน นอกจากนี้ในต่างประเทศมีเรื่องราวมากมายที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ทางด้านผู้เรียนเองจึงต้องผ่านความท้ายทายเหล่านี้ไปให้ได้

ขณะที่ไทยกำลังนับถอยหลังเข้าสู่การเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” คำถามที่ทุกฝ่ายต่างสงสัย คือ เรา “พร้อม” แค่ไหนสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (AEC) เป็นหนึ่งใน 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน (ASEAN) อันประกอบไปด้วย “ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน” “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” และ “ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน” จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว โดยมีการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกได้อย่างเสรี

แน่นอนว่า การเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุด ณ วินาทีนี้ แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญมากอีกประการซึ่งพวกเรายังคงต้องตั้งคำถามถึงก็คือเรื่องของ “การศึกษา

คน-การศึกษา หัวใจของเสาหลักทั้งสาม
มนุษย์ คือ ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของทุกเสาหลัก ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยมี “การศึกษา” เป็นพื้นฐานของการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ ทั้งนี้ ตัวแปรหลักในกระบวนการการศึกษาที่ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนและให้ความสำคัญมากขึ้น ก็คือ การพัฒนา “ครู” และ “หลักสูตร” รวมทั้งการเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษของประชาชนคนไทย

“นักการศึกษาต้องทบทวนหลักสูตรโดยเล็งเห็นถึงความต้องการของประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่ผ่านมาเราเน้นแต่การสอน นับจากนี้เราต้องสอนให้น้อยลง แต่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้มากขึ้น คนไทยมีทัศนคติว่า “เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร” “ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่” เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ผู้นำเราไม่เน้นความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษเลย ในทางตรงกันข้าม ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ เขามีอดีตผู้นำอย่างนาย ลี กวน ยู ที่มีวิสัยทัศน์ว่า ภาษาอังกฤษและภาษาจีนจะมีความสำคัญมาก ดังนั้น เขาจึงให้ข้าราชการเรียนภาษาอังกฤษและภาษาจีน มีการพิมพ์หนังสือและขายเทปเรียนภาษาราคาถูก สิงคโปร์ตั้งเป้ากันยาวเป็น 20-30 ปี ซึ่งในที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จ”

“ดังนั้น ไม่ว่าคนไทยจะเรียนทันหรือไม่ คำตอบคือ “ต้องทัน” และไม่ใช่เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น ภาษาเพื่อนบ้านอย่างภาษาเวียดนาม ลาว พม่า มาเลเซีย เราก็ควรต้องเรียนกันอย่างจริงจัง นอกจากนั้น อาเซียนต้องมีการแลกเปลี่ยนผู้ทรงคุณวุฒิกันภายในภูมิภาค จากเดิมที่มีแต่ผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น พอถึงยุค AEC เราต้องแลกเปลี่ยนกันเองภายในภูมิภาคเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจระหว่างกันด้วย”

“ต้องยอมรับว่า ประชาชนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชนบทยังอ่อนแอในการร่วมขบวนและการปรับตัวสู่ AEC ดังนั้น เราต้องพัฒนาโอกาสทางการศึกษาให้เท่าเทียมกัน เพราะมิฉะนั้นจะเกิดช่องว่างทางการศึกษา และกลายเป็นช่องว่างทางเศรษฐกิจไปในที่สุด”\

การบริการที่พักอาศัยสำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย

เพื่อให้สถานที่แห่งนี้มีความเป็นบ้านแก่ผู้พักอาศัย คือให้มีความปลอดภัย สะดวกสบาย โดยมีกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีโอกาสได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติและให้เกียรติซึ่งกันและกัน หอพักนักศึกษาจัดสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน และเพื่อพัฒนานักศึกษาในด้านต่างๆ ได้แก่ การใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบวินัย แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เข้าใจและเกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ตลอดจนความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม มหาวิทยาลัยจะจัดสรรที่พักให้แก่นักศึกษาที่มีปัญหาเศรษฐกิจ นักศึกษาที่มีร่างกายทุพลภาพและ/หรือมีโรคประจำตัวที่แพทย์รับรองว่าเป็นอุปสรรคในการเดินทาง

สถาบันการศึกษาได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับหอพักนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้พิจารณาเห็นว่าหอพักนักศึกษาเป็นสถานที่ที่นักศึกษา ได้ใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยมากกว่าสถานที่แห่งอื่นใดนอกจากมหาวิทยาลัยจะให้บริการหอพักนักศึกษาเป็นสถานที่พักนักศึกษา ยังมุ่งเน้นให้หอพักนักศึกษาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และเป็นสถานที่พัฒนาคุณภาพนักศึกษาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งรวมพลังความสมัครสมานสามัคคี ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมทางด้านร่างกาย จิตใจ สำเร็จการศึกษาออกไปเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพมีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติต่อไป

นักศึกษาสามารถจองห้องพักในระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด

โดยระบุความประสงค์ ชื่อบ้านที่จะเข้าพักอาศัย การประกาศรายชื่อผู้เข้าอาศัยจะเป็นไปตามวันและเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด โดยหอพักนักศึกษาได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก อาทิ เตียงนอน ที่นอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงาน ชั้นวางของ ราวตากผ้า และ Internet ตามแบบประเภทห้องพัก โดยนักเรียน-นักศึกษาที่เข้าพักเพียงนำหมอน ผ้าห่ม พัดลม และเครื่องใช้ที่จำเป็นในการพักอาศัยมาเท่านั้น ภายในตัวอาคารหอพักนักศึกษาจะมีระเบียงด้านหน้าห้องพัก และมีแม่บ้านดูแลทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างสม่ำเสมอ

หอพักนักศึกษาจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาหอพักให้การดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษา คอยแนะนำตักเตือนนักศึกษาให้ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของหอพักนักศึกษา ให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาต่างๆของนักศึกษา พิจารณาและให้คำแนะนำในการจัดโครงการหรือกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาหอพัก ซึ่งนักศึกษาสามารถเลือกที่จะเข้าร่วมโครงการหรือกิจกรรมตามความสนใจของตนเอง ตามปฏิทินการพัฒนานักศึกษาหอพักตลอดปีการศึกษา  รวมถึงให้การช่วยเหลือและดูแลนักศึกษาที่เจ็บป่วยเบื้องต้น และนำส่งสถานพยาบาลเมื่อมีเหตุอันควร

เนื่องจากปัจจุบันมีการเจริญเติบโตค่อนข้างมากทำให้มีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นบทบาทในการติดต่อสื่อสารและใช้ในการทำงานต่างๆที่สามารถทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นในด้านการศึกษาก็เช่นเดียวกันที่ได้นำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้คือ ระบบบริการการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ ระบบสำหรับนิสิต เจ้าหน้าที่ อาจารย์ และผู้บริหาร สำหรับระบบบริการการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสำหรับนิสิต คือ ระบบที่นิสิตสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ลงทะเบียนเรียน และตรวจสอบข้อมูลของตนเองทั้งข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลเกรด โดยสามารถใช้ระบบบริการการศึกษาได้จากทุกจุดที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายของมหาวิทยาลัย หรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

นอกจากนี้ยังสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆที่เป็นส่วนบุคคล การตรวจสอบประวัติ การดูผลการศึกษา สามารถค้นหาข้อมูลโดยละเอียดของแต่ละรายวิชาได้ในข้อมูลจะประกอบไปด้วย รหัสวิชาชื่อวิชาภาษาไทย จำนวนหน่วยกิต จำนวนกลุ่มเรียนที่เปิดสอน วันเวลาเรียน ห้องเรียน จำนวนเปิดรับลงทะเบียน จำนวนนิสิตที่ได้ลงทะเบียนไปแล้ว จำนวนที่นั่งเหลือที่สามารถรับลงทะเบียนได้

การนำระบบอินเตอร์เน็ตเข้ามามีส่วนช่วยในการสอนมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
1. เพื่อการสอนแบบตัวต่อตัว
2. เพื่อฝึกทักษะต่าง ๆ ในการเรียน
3. เพื่อการสาธิต
4. เพื่อการเล่นเกมและสถานการณ์จำลอง
5. เพื่อสอนงานด้านการเขียน
6. เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอน
7. เพื่อช่วยผู้เรียนที่มีปัญหาเฉพาะตัว

จะเห็นว่าระบบอินเตอร์เน็ตมีประโยชน์เพราะช่วยในการค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้ สะดวกรวดเร็วเพราะปัจจุบัน มี เว็บไซต์ต่างๆเกิดขึ้นมากมายแต่ละเว็บไซต์ก็ให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องต่างๆ รูปแบบระบบห้องสมุดก็มีแนวโน้มในการเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บและการเผยแพร่หนังสือในเรื่องต่างๆมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลและสามารถค้นหาได้ด้วยระบบอินเตอร์เน็ตให้อ่านและค้นคว้าแบบ online ทั้งนี้การใช้อีเมล์ก็เช่นเดียวกัน โดยใช้อีเมล์ช่วยให้การติดต่อข่าวสารระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนเมื่อก่อน ยังช่วยให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้ทั่วโลกอีกด้วย ในการเรียนแบบ online ยังช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถของตนเอง ใครมีความสามารถมากก็เรียนได้เร็วกว่า นักเรียนที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในห้องก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้นโดยการ ส่งอีเมล์เพื่อสอบถามได้

สำหรับบริการแนะแนวการศึกษาเป็นบริการสำคัญที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นเพื่อช่วยให้นักศึกษาสามารถศึกษาด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการให้คำปรึกษาและแนะแนวด้านวิธีการศึกษาด้วยตนเอง การจัดเวลาเรียน การเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการปรับตัวให้เข้ากับระบบการศึกษา การแนะแนวอาชีพ และการศึกษาต่อในระดับสูงตลอดจนปัญหาทางด้านส่วนตัว อารมณ์ สังคม เป็นงานบริการที่มุ่งให้ความช่วยเหลือนักศึกษาในด้านการพัฒนาตนเองโดยนำเอาความสามารถที่ตนเองมีอยู่มาใช้ในการพิจารณาอย่างมีเหตุผล สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเองได้ ซึ่งการบริการแนะแนวจะประกอบไปด้วย
1.การติดตามผลจากระเบียนการเรียน
2.การให้คำปรึกษาแบบรายบุคคลและรายกลุ่ม
3.การใช้แบบสอบถามปัญหาเกี่ยวกับการด้วยการสอบถามนักศึกษาสอบถามอาจารย์ที่ปรึกษา
4.การใช้แบบทดสอบความสมารถทางการเรียน
5.การจัดระบบอาจารย์ที่ปรึกษาหรือชั่วโมงโฮมรูมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการศึกษา
นอกจากนี้ในสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยยังมีบริการจัดหางานสำหรับนักศึกษาและ แนะแนวการเตรียมตัวโดยจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับการสมัครงาน การสัมภาษณ์งาน ช่วยจัดหางานชั่วคราวสำหรับนักศึกษาที่ต้องการทำงานช่วงเวลาว่างระหว่างศึกษา และที่สำคัญจัดส่งนักศึกษาเข้าฝึกงานในองค์กรต่างๆ แนะแนวการศึกษาต่อในประเทศและต่างประเทศ โดยจัดไว้ในห้องสมุดได้รวบรวมข้อมูลในเรื่องต่างๆ เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวกับอาชีพ ตำแหน่งงานว่าง ความต้องการของตลาด
โดยบริการแนะแนวจะตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลเอาใจใส่นักศึกษาที่อยู่ในช่วงวัยของการเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ ที่อาจเกิดความสับสนในการตัดสินใจ บุคลิกภาพ การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ การปรับตัวจากบ้านและครอบครัวสู่การใช้ชีวิตลำพังในหอพัก การปรับตัวในการคบเพื่อนใหม่ เพศเดียวกันและต่างเพศ ตลอดจนความวิตกกังวลในการหางานทำก่อนจบการศึกษาซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนในมหาวิทยาลัยได้
ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงมีบริการแนะแนวให้คำปรึกษาเพื่อให้ความช่วยเหลือและแนะแนวทางในการลดความวิตกกังวลและสามารถเข้าใจปัญหาและหาทางออกได้อย่างเหมาะสมการให้บริการทางการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานทางการศึกษาไม่ควรมองข้าม

learnhard

หลักสูตรใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก จากการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคมต้องการเพิ่มความรู้ความสามารถให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงหันมาสนใจศึกษาต่อในหลักสูตรที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ดังนั้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนในสังคมสถาบันการศึกษาจึงมุ่งพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ อาทิ หลักสูตรที่บูรณาการระหว่างสองศาสตร์ขึ้นไป เช่น ระดับอาชีวศึกษาหลักสูตรเดียวจะมีหลายสาขาวิชา เรียนช่างยนต์จะผนวกการตลาดและการบัญชีเข้าไปด้วย เป็นต้น หลักสูตรที่ให้ปริญญาบัตร 2 ใบ และมีการพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยตลอดเวลา

การจัดการศึกษามีความเป็นสากลมากขึ้น สภาพโลกาภิวัตน์ที่มีการเชื่อมโยงในทุกด้านร่วมกันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายองค์ความรู้ กฎกติกา การดำเนินการด้านต่าง ๆ ทั้งการค้า การลงทุน การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เชื่อมต่อถึงกัน ประกอบการเปิดเสรีทางการศึกษา ส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลหลักสูตรการเรียนการสอน บุคลากรด้านการสอน หลักสูตร จากสถาบันการศึกษาต่างประเทศเข้าสู่ไทย อันมีผลทำให้เกิดการเปรียบเทียบและผลักดันให้สถาบันการศึกษาไทยต้องพัฒนาการจัดการศึกษาที่มีความเป็นสากลที่เป็นที่ยอมรับ อีกทั้งการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนกับนานาประเทศของไทย ได้ส่งผลให้เกิดความต้องการการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมในระดับสากล

ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาลดลง เนื่องจากสภาพการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนที่เป็นกระแสระดับโลกเกิดขึ้นควบคู่กับคลื่นประชาธิปไตยแผ่ขยายวงกว้างถึงไทย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ส่งเสริมการเพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน อีกทั้งสภาพการใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการเรียนการสอน ทำให้ช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงคนได้อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม อาจเป็นได้ว่าความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาจะลดลงในกลุ่มสถาบันการศึกษาของรัฐ ส่วนการจัดการศึกษาโดยสถาบันการศึกษาเอกชน ผู้เรียนที่ครอบครัวมีรายได้น้อยอาจเข้ารับบริการทางการศึกษาได้ลดลง เนื่องจากค่าเล่าเรียนแพง

โอกาสรับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น เมื่อเปิดเสรีทางการศึกษา จะก่อเกิดการแข่งขันในการจัดการศึกษาทั้งจากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น หากพิจารณาในแง่บวก การเปิดเสรีทางการศึกษา เป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เนื่องด้วยสถาบันแต่ละแห่งจะแข่งด้านคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันอุดมศึกษา คุณภาพการศึกษาจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากการเปิดเสรีทางการศึกษา ที่เปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาต่างชาติเข้ามาเปิดการเรียนการสอน จึงเป็นแรงกดดันให้สถาบันอุดมศึกษาไทยต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น

การพัฒนาคนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์นั้น ไม่สามารถใช้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้กับผู้เรียนไปพร้อมกัน ด้วย ที่เรียกว่า “การให้บริการทางการศึกษา” โดยสถาบันการศึกษาส่วยใหญ่ให้การสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว โดยอยู่ในรูปของการบริการห้องสุมด การบริการโสตทัศนศึกษา การบริการคอมพิวเตอร์ และการบริการทางการศึกษา สำหรับลำดับที่ 1-3 นั้น เห็นชัดว่าเป็นการใช้บริการที่มีลักษณะของการยืม-ใช้อุปกรณ์หรือทรัพยากร ส่วนลำดับที่ 4 นั้น เป็นลักษณะของการให้บริการในรูปของการให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยวางแผนการศึกษาให้กับผู้เรียน หรือช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการศึกษา การรักษาพยาบาล และเรื่องทั่วๆ ไป

ดังนั้นการให้บริการในลักษณะของการส่งเสริมและสนับสนุนนี้จึงมีส่วนช่วยผู้เรียนที่ ด้อยโอกาสหรือขาดความพร้อม สามารถเข้าถึงช่องทางของการศึกษาได้เท่าเทียมกับผู้เรียนรายอื่น และเมื่อผู้เรียนไม่มีอุปสรรคในการเรียนจึงทำให้ไม่ต้องหยุดพักการศึกษาและสามารถสำเร็จการศึกษาได้ ภายในระยะเวลาที่หลักสูตรกำหนด ซึ่งนอกจากจะเป็นโอกาสให้แก่ผู้เรียนในการเลือกดำเนินชีวิตของตน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นหรือประกอบอาชีพแล้ว ยังผลให้ภาครัฐไม่ต้องแบกรับภาระในการจัดสรรงบประมาณหรือค่าใช้จ่ายในการ จัดการศึกษาแต่สามารถนำงบประมาณในส่วนนี้ไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ เพราะฉะนั้นการให้บริการทางการศึกษาจึงถือว่า มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการให้ความรู้ทางการด้านวิชาการด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ การให้บริการทางการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานการศึกษาไม่ควรละเลยหรือมอง ข้ามแต่กลับต้องให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ โดยเริ่มตั้งแต่การวางแนวนโยบายในการบริหาร โดยเฉพาะการให้บริการทางการศึกษานั้น จึงจำเป็นที่ผู้บริหารต้องมีการวางแผนหรือเตรียมพร้อมทั้งในเรื่องบุคลากร เครื่องมือ/อุปกรณ์ และสิ่งสำคัญคือ ต้องศึกษาถึงความต้องการของผู้เรียน เนื่องจากผู้เรียนมีความแตกต่างกันทั้งในระดับการศึกษา ลักษณะของหลักสูตรหรือสาขาวิชา อาจทำให้ผู้เรียนมีความต้องการที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตามผู้เขียนในฐานะที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการให้บริการ แก่นักศึกษามีความเห็นว่า โดยทั่วไปแล้วผู้เรียนโดยส่วนใหญ่ต้องการให้หน่วยงานจัดบริการในเรื่องต่างๆ ให้มีความสอดคล้องและเพียงพอกับความต้องการ ขณะเดียวกันประสิทธิภาพในการให้บริการไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

“การให้บริการทางการศึกษา” สำหรับการบริการประเภทนี้ เป็นการให้บริการที่ไม่มีตัวตน แต่มีลักษณะของการบริการแก่ผู้เรียนในเรื่องของการให้คำแนะนำ ชี้แจง หรือการขอเอกสารต่างๆ ซึ่งความต้องการของผู้เรียนมีความแตกต่างจาก 3 ประเภทที่กล่าวมา คือ ต้องช่วยให้คำแนะนำหรือชี้แจงเกี่ยวกับระเบียบหรือวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการ เรียน เช่น การเลือกเรียนวิชาบังคับหรือวิชาเลือกของหลักสูตร ช่วงเวลาของการลงทะเบียน การขอรับทุนจากหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก การขอเอกสารต่างๆ อาทิ หนังสือรับรอง หนังสือจากหน่วยงานเพื่อเก็บข้อมูลประกอบการเรียน หรือวิทยานิพนธ์ การขอใช้บริการรักษาพยาบาล การขอคำแนะนำเรื่องอื่นๆ เช่น การพัฒนาการศึกษา การเปลี่ยนแผนการเรียน เป็นต้น รวมถึงต้องการให้มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษาและการประกอบอาชีพ โดยใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์อื่นนอกเหนือจากกระดานบอร์ด เช่น อินเตอร์เน็ต เพราะทำให้ผู้เรียนได้รับข่าวสารที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

ฉะนั้นการให้ผู้เรียนได้รับความรู้เพียงอย่างเดียว แต่คาดหวังว่าจะได้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญของประเทศ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ฉันใด การให้บริการทางการศึกษาที่ไม่ถูกที่ถูกเวลาและมีระดับ หรือปริมาณที่ไม่เพียงพอ ก็ไม่อาจช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการศึกษาได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาจึงควรหันกลับมามองว่า ได้ให้ความสำคัญกับการให้บริการทางการศึกษาแก่ผู้เรียนในปัจจุบันมากน้อย เพียงใด

โปรโมทเว็บไซต์ เพิ่มคนเข้าเว็บ เพิ่มยอดขายสินค้า  จากบริษัทรับโปรโมทเว็บ โดยผู้เชี่ยวชาญ มืออาชีพ

ทุกธุรกิจต้องโปรโมทเว็บไซต์ให้คนรู้จัก ทำอันดับเว็บของคุณพุ่งทะยาน ด้วยการโปรโมทเว็บ ขั้นเทพ ขึ้นเร็ว ขึ้นง่าย ไม่ต้องรอนาน ทำได้ทุกคำ

การโปรโมทเว็บไซต์เป็นเรื่องจำเป็น อย่าปล่อยให้คู่แข่งทิ้งห่าง คุณจะตามเขาไม่ทัน

หลายสิ่ง หลายอย่างที่คนโปรโมทเว็บไซต์ มาแนะนำกันในบอร์ด บางอย่างมันก็เป็นผลเสียมากกว่าผลดี บางคนแนะนำวิธีโปรโมทเว็บไซต์ แนวแปลกประหลาด ซึ่งคิดตามแล้วมันไม่น่าเป็นไปได้

พอแนะนำเสร็จ ก็ปิดท้ายด้วยการออกตัวก่อนว่าไม่ได้ผู้เชียวชาญในการโปรโมทเว็บไซต์ ก็นับถือในน้ำใจที่มาแบ่งปัน แต่คำแนะนำบางข้อ อาจทำให้เว็บของคนที่ทำตามอันดับหายลงหลุมได้ ระวังกันให้ดี

ควรลงประกาศ ซื้อขาย สินค้ อ่านและร่วมพูดคุยเกี่ยวกับบ้าน รถ อุปกรณ์สื่อสาร มือถือ ท่องเที่ยว เครื่องสำอาง เสื้อผ้า กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ร้านค้าออนไลน์

ทำไมผู้หญิงถึงมีความสุขกับการ Shopping

ทำไมผู้หญิงถึงมีความสุขกับการ Shopping

มีโอกาสได้สงสัยมานานเกี่ยวกับการ Shopping ของผู้หญิง ซึ่งในส่วนตรงนี้ก็มีโอกาสได้สังเกตุจากคนรอบข้าง หรือเพื่อนฝูงนั่นเอง ว่าทำไมทุก ๆ ครั้งที่มีเงินจะรู้สึกเหมือนร้อนเป็นไฟกันเลยทีเดียว รีบนัดกันเข้าห้างสรรพสินค้าโดยทันที ก็เลยมีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เพื่อนก็เล่าว่าไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ( ขนาดเพื่อนผมเองยังตอบไม่ได้ ) อาจจะเป็นเพราะว่าแรงผลักดันภายในใจที่มีจำนวนมากนั่นเอง จึงนำพาเธอสู่การใช้เงิน แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงจะเป็นอย่างนี้เสมอไปนะครับ ผู้ชายอย่างเรา ๆ เองนี่ก็ไม่ใช่ย่อยครับ มีเงินเมื่อไหร่ไม่รู้เป็นอะไรจำต้องนัดไปกินดื่มกันทุกที

ดังนั้นรายละเอียดผมคิดว่าจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคลกันด้วยหละครับ แต่ก็เป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์เลยก็ว่าได้ครับ เพราะว่าเมื่อไหร่ที่เธอได้เดินเข้าห้างสรรสินค้าเพื่อละลายทรัพย์กันแล้ว เธอจะรู้สึกว่าฟินมาก หรือว่ามีความสุขมาก ๆ ครับ ประมาณว่าหายเครียดได้เลยก็ว่าได้ ซึ่งก็นับว่าถ้าแฟนใครงอลใครก็พาไปช๊อปปิ้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เลยครับ น่าจะทุเลาเรื่องความโกรธเคืองกันลงมาบ้าง

แต่จะว่าไปเรื่องการ SHopping ยังไงสุดท้ายก็ยังคงเป็นเรื่องเงินอยู่ดี บางครั้งก่อนคิดก่อนทำอะไรก็จะเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องคิดและวางแผนกันให้ดีเสียก่อนครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วการ Shopping เพราะเพียงแค่ความเครียดนั้น ก็อาจจะทำให้ท่านเครียดมากกว่าเดิมก็เป็นได้นั่นเองครับ